วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

สุดยอด 8 ทักษะเด็ดช่วยเด็กจบใหม่ ไม่ว่างงาน

มีนักศึกษาจบใหม่เฉลี่ยปีละ 3 แสนกว่าคน จากผลสำรวจ ชี้ว่ามีกลุ่มที่ว่างงาน 1 แสนกว่าคน โดยเหตุที่ทำให้นักศึกษาจบใหม่ว่างงานนั้นมีหลายปัจจัย อาทิ เลือกงาน เลือกองค์กร หรือการเรียกเงินเดือนที่สูงเกินไป เป็นต้น ฉะนั้นหากน้อง ๆ ไม่อยากเป็นหนึ่งใน 1 แสนคนที่อยู่ในสภาวะว่างงาน เรามาสำรวจตัวเองกันค่ะ ว่า 8 ทักษะที่นำเสนอต่อจากนี้ น้อง ๆ มีกี่ข้อกัน



1. ทัศนคติเชิงบวก

เป็นสิ่งที่องค์กรต้องการมาก เพราะบุคคลที่มีทัศนคติเชิงบวกมักจะดึงดูดความสำเร็จเข้ามา เนื่องจากคนเหล่านั้นจะมีแต่ความคิดแง่ดี เช่น เราสามารถทำได้ เรามีความสุข เราต้องทำให้ได้ หรือเราต้องผ่านมันไปได้ เป็นต้น

2. มีไหวพริบในการแก้ปัญหาได้ดี

ในหลาย ๆ ครั้ง ชีวิตการทำงานก็มักจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น การสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าคือสถานการณ์ขับขันที่เราจะต้องแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งภายในระยะเวลาที่สั้นมาก หากเราสามารถผ่านไปได้ ก็จะแสดงถึงความมีสติ ความรอบรู้ หรือแม้แต่ความเป็นผู้นำ

3. มีความอดทน
เด็กยุคใหม่อาจถูกตีตราว่าเป็นคนยุคที่มีความอดทนต่ำ ไม่มีความอดทนอดกลั้น เจอเหตุการณ์อะไรที่ไม่ได้ดั่งใจ หรือไม่ทันใจก็จะเลิกล้มไป ไม่ทำ หรือลาออก อาจเป็นเพราะเด็กยุคนี้ดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางเทคโนโลยีที่รวดเร็วไม่มีความจำเป็นจะต้องรออะไรนาน ๆ พอเจออะไรที่ต้องรอ หรือไม่ได้ดั่งใจ ก็ล้มเลิก หรือถอดใจ

4. มีความรับผิดชอบ

เป็นสิ่งที่ทุกองค์กร ทุกคนต้องการ แต่เคล็ดลับมี 2 ข้อคือ 1. รับผิด แสดงถึงความกล้าที่จะยอบรับว่าตัวเองได้ทำผิดพลาดไป ไม่ปิดบัง พร้อมเรียนรู้ พัฒนาจากสิ่งที่พลาดพลั้ง และ2. รับชอบ คือการแสดงผลงานที่เป็นของตัวเอง แสดงถึงความตั้งใจ มุ่งมั่น และความสำเร็จอันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไป

5. มีความสามารถหลากหลาย

ในสมัยนี้คำว่า "multi-task" ดูจะมีบทบาทต่อการสรรหาบุคคลอยู่มาก การมีความสามารถที่หลากหลายนั้นทำให้เราเป็นเหมือนทรัพยากรที่มีค่ากับองค์กรมากขึ้น และอีกทางหนึ่งก็อาจจะเป็นคนที่พัฒนาองค์กรได้ถูกทิศถูกทางขึ้นด้วย อาทิ บทบาทของ HR ในปัจจุบันนั้น นอกจากจะเป็นผู้คัดสรร และสรรหาบุคคลแล้ว ก็ยังต้องมีความรู้ด้านการตลาด การบริหาร เพื่อที่จะสามารถสร้างกระบวนการการสรรหาที่ตอบโจทย์องค์กรมากยิ่งขึ้น

6. สามารถปรับตัวให้เข้ากับองค์กรได้ดี


นอกจากเรื่องเนื้องานที่ต้องปฏิบัติให้ได้ดี และบรรลุตามเป้าหมายแล้ว ก็ยังมีเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในที่ทำงาน บางคนอาจมองว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่ เพราะแค่ทำงานได้ดี ก็คงเพียงพอแล้ว แต่หากว่าทำงานได้ดีอย่างมีความสุขนั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าหรือไม่?

7. ความสามารถด้านภาษา/ คอมพิวเตอร์

แน่นอนว่าความสามารถด้านภาษา และคอมพิวเตอร์นั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ ในงานปัจจุบัน ซึ่งทักษะภาษาอังกฤษนั้นยังเป็นทักษะทางภาษาอันดับ 1 ที่องค์กรต้องการ แต่หากมีภาษาที่ 2 หรือ 3 อย่างภาษาจีน หรือญี่ปุ่นร่วมด้วย ก็จะเป็นที่หมายตาของผู้ประกอบการมากยิ่งขึ้น เฉกเช่นเดียวกับทักษะทางคอมพิวเตอร์ แค่โปรแกรม Microsoft office คงยังไม่เพียงพอ อาจจะต้องมีทักษะโปรแกรมอื่น ๆ เพิ่มเติม

8. มีความรู้ความสามารถพื้นฐานในสายงานที่เกี่ยวข้อง


แต่ละสายงานต้องการทักษะที่แตกต่างกัน เพื่อการทำงานที่เหมาะสม และมีประสิทธิภาพ อาทิ สายงานบัญชี ก็ควรมีความรู้พื้นฐานเฉพาะทางอย่างการทำงบดุล หรือการตรวจสอบบัญชี เป็นต้น

ทั้ง 8 ข้อข้างต้นนั้น เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่มีความตั้งใจ และมุ่งมั่นในการทำงานเท่านั้น แล้วทักษะต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะนำพาให้น้อง ๆ ไม่เป็นคนว่างงาน และมีผลงานที่เป็นที่น่าพึงพอใจกับทั้งองค์กร และผู้ร่วมงานอีกด้วย

อ่านเร็ว จำไว ทำได้ง่ายๆ



ควรอ่านไม่มีเสียงในใจ


การอ่านหนังสือไม่จำเป็นต้องออกเสียงในใจ ใครที่อ่านหนังสือโดยมีคำก้องอยู่ในหัว แสดงว่ายังอ่านไม่เป็น ขณะนั้นสมองส่วนความเข้าใจ วิเคราะห์และจินตนาการจะไม่สามารถทำงานได้ เพราะถูกขัดขวางจากคำก้องที่เกิดขึ้น

ขณะอ่านในใจไม่จำเป็นต้องอ่านคำทุกคำเหมือนกับการอ่านออกเสียง เช่น คำว่า ประ- ชา - ธิป - ปะ - ไตย สามารถอ่านรวมเป็นคำเดียว แล้วเข้าใจความหมายได้โดยที่ไม่ต้องสะกดทีละคำ

สมองของคนเรา พร้อมที่จะตีความหมายของคำออกมาโดยที่ไม่ต้องอ่านทั้งหมดอยู่แล้ว ลองดูจากประโยคนี้

" ผลการศกึาษวจิยัจาก มวหายิทาลย เชยีงหใม่"

เราจะอ่านได้ทันทีเลยว่า " ผลการศึกษาวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ " ทั้งที่คำอ่านผิด นั่นก็เพราะสมองสามารถมองแบบองค์รวมได้โดยอัตโนมัติ

ในบทความต่างๆ หนังสือทุกเล่ม ประโยคทุกประโยค จะมีทั้งส่วนที่สำคัญและไม่สำคัญ พยายามหาส่วนสำคัญให้เจอและเน้นไปที่จุดนั้น ลองดูประโยคด้านล่างนี้

"การเลือกตั้งตามกระบวนการ
ประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา
จบลงด้วย โอบามา ผู้ชิงตำแหน่งผิวสี
ได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี
แมคเคน พ่ายแพ้อย่างหมดรูป "

คนที่อ่านเป็น จะรู้ทันทีว่าเนื้อของประโยคนี้อยู่ที่คำว่า โอบามาได้เป็นประธานาธิบดี และในประโยคนี้ ควรขีดเส้นใต้เฉพาะคำว่า โอบามา ไว้สำหรับอ่านในรอบที่สอง เพราะพอสะดุดกับคำว่า โอบามา ก็จะเข้าใจทันทีว่า มันคือการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา
ในการอ่านบทความ คำวิเศษณ์ คำขยายนาม คำพรรณนา ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ เช่นประโยคข้างบน ข้อความแรกๆทั้งหมดเป็นคำพรรณนา ประเด็นสำคัญอยู่ที่ โอบามาได้เป็นประธานาธิบดีเท่านั้น ส่วนประโยคก่อนหน้าคำว่าโอบามา และประโยค "ผู้ชิงตำแหน่งผิวสี" "พ่ายแพ้อย่างหมดรูป" ก็ไม่จำเป็นต้องอ่าน บทความหนึ่งๆจะมีคำพรรณนาอยู่มากกว่าครึ่ง เมื่อชำนาญในการอ่าน สายตาจะข้ามคำเหล่านี้ไปเอง


การอ่านจับใจความสำคัญ


เพื่อหาประเด็นที่ผู้เขียนต้องการสื่อ สามารถทำได้โดย

- เริ่มต้นด้วยการหา key concept
- ตัดสินใจว่าจำเป็นต้องอ่านรึเปล่า
- เราต้องการรู้อะไร
- และจะอ่านส่วนไหนบ้าง
- อ่านเจาะประเด็น

ทำให้เราไม่เสียเวลาอ่านทุกหน้า


ต้องประเมินแหล่งข้อมูล

ประโยชน์สูงสุดของการอ่านคือ การนำข้อมูลมาใช้ จึงจำเป็นต้องประเมินความน่าเชื่อถือ และแหล่งที่มาของข้อมูล สามารถวัดได้จาก เช่นเป็นข้อมูลที่ up date หรือไม่, สำนักพิมพ์อะไร ฯลฯ

8 สมุนไพรช่วย สิวหาย...ชัวร์

            สิว เป็นปัญหาผิวชนิดหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักเผชิญ พอ ๆ กับปัญหาความแก่ชราของใบหน้า และปัญหาฝ้า สิวถือเป็นภาวะเรื้อรัง แม้การรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันจะได้ผลดี แต่อาจมีผลข้างเคียงบางอย่างได้ การทายาอาจทำให้เกิดการระคายเคือง ส่วนการกินยา อาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ได้ และยาบางชนิดอาจมีผลข้างเคียงต่อตับอีกด้วย ดังนั้น วันนี้จึงนำวิธีรักษาสิวโดยใช้สมุนไพรไทย ๆ ที่เราสามารถใช้รักษาให้ สิวหาย ได้ด้วยตนเอง โดยแบ่งกลุ่มตามคุณสมบัติ ดังนี้



1. คุณสมบัติช่วยผลัดเซลล์ผิวหนังเก่าให้หลุดลอกออกไป ผลสำหรับการรักษาสิว คือ ทำให้การอุดตันลดลง ช่วยเปิดรูขุมขน และยังส่งผลให้การอักเสบลดลง สิวหัวแดงหัวหนองจะแห้งลง ซึ่งสมุนไพรที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวเพื่อการรักษาสิว ได้แก่

- ไพล นำไพลผงมาละลายน้ำเล็กน้อย แล้วทาบริเวณที่เป็นสิว จะช่วยทำให้สิวแห้ง

- ทองพันชั่ง นำทองพันชั่งมาคั้นเอาแต่น้ำ เอาน้ำคั้นที่ได้ทาหัวสิว

- ใบเสลดพังพอน นำใบเสลดพังพอนมาคั้น เอาแต่น้ำ เอาน้ำคั้นที่ได้ทาหัวสิว

- ขมิ้นชัน ผสมขมิ้นชันผง 1 ช้อนชา ปูนแดง 1 ช้อนชา และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ เข้าด้วยกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาทาสิว จะได้ผลดีมาก

- น้ำมะนาว ทาน้ำมะนาวบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ 10 นาที ถ้ารู้สึกแสบ ให้รีบล้างออกทันที ถ้าไม่แสบ สามารถเพิ่มเวลาให้นานขึ้นได้ในการทำครั้งต่อ ๆ ไป

2. คุณสมบัติช่วยลดการอักเสบของผิวหนัง และช่วยฆ่าเชื้อสิว ทำให้สิวหัวหนองลดการอักเสบได้

- หอมเล็ก นำหอมเล็กมาคั้นน้ำ นำน้ำคั้นที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นสิว จะทำให้สิวแห้ง และลดการอักเสบได้

- ว่านหางจระเข้ ปอกเปลือกว่านหางจระเข้ นำวุ้นที่ได้มาล้างให้สะอาด แล้วบดละเอียด ก่อนนำมาทาหัวสิว จะช่วยลดการอักเสบ และอาการผิวแห้งที่อาจเกิดจากการรักษาสิวได้อีกด้วย

- เปลือกมังคุดแห้ง นำเปลือกมังคุดแห้งมาต้มกับน้ำ เอาน้ำต้มที่ได้ทาบริเวณที่เป็นสิว หรือเอามาทาทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 - 30นาที แล้วล้างออก ทำวัน 1 ครั้ง

ที่สำคัญ ไม่ควรบีบ แกะสิว เพราะจะยิ่งทำให้อักเสบ และเกิดรอยดำมากขึ้น นอกจากนี้ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็จะส่งผลให้สิวมีอาการดีขึ้นอีกทางหนึ่ง

หลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อคนทำงาน




ในหลวงรัชการที่ ๙ ทรงงานหนักเพื่อประชาชนของพระองค์มานานนับ 70 ปี ผู้คนต่างประจักษ์ถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ และมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ หากท่านใดต้องการปฏิบัติตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ท่านสามารถนำหลักการทรงงานของพระองค์ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 

1. ต้องระเบิดจากข้างใน - จะทำการใดๆ ต้องเริ่มจากคนที่เกี่ยวข้องเสียก่อน ต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายในให้เกิดความเข้าใจ และอยากทำ ไม่ใช่การสั่งให้ทำ คนไม่เข้าใจก็อาจจะไม่ทำก็เป็นได้ ในการทำงานนั้นอาจจะต้องคุย หรือประชุมกับลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน หรือคนในทีมเสียก่อน เพื่อให้ทราบถึงเป้าหมายและวิธีการต่อๆ ไป

2. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
- เมื่อต้องแก้ปัญหา ควรมองปัญหาในภาพรวมก่อนเสมอ แต่เมื่อจะลงมือแก้ปัญหานั้น ควรมองในสิ่งที่คนมักจะมองข้าม แล้วเริ่มแก้ปัญหาจากจุดเล็กๆ ก่อน เมื่อสำเร็จแล้วจึงค่อยๆ ขยับขยายแก้ไปเรื่อยๆ ทีละจุด เราสามารถเอามาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้โดย มองไปที่เป้าหมายใหญ่ของงานแต่ละชิ้น แล้วเริ่มลงมือทำจากจุดเล็กๆ ก่อน ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ แก้ไปทีละจุด งานแต่ละชิ้นก็จะลุลวงไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

3. ทำตามลำดับขั้น - เริ่มต้นจากการลงมือทำในสิ่งที่จำเป็นก่อน เมื่อสำเร็จแล้วก็เริ่มลงมือสิ่งที่จำเป็นลำดับต่อๆ ไป ด้วยความรอบคอบ และระมัดระวัง ถ้าทำตามนี้ได้ งานทุกสิ่งก็จะสำเร็จได้โดยง่าย

4. ทำงานแบบองค์รวม
- ใช้วิธีคิดเพื่อการทำงานโดย วิธีคิดอย่างองค์รวม คือ การมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดอย่างเป็นระบบครบวงจร ทุกสิ่งทุกอย่างมีมิติเชื่อมต่อกัน มองสิ่งที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง

5. ศึกษาข้อมูลให้เป็นระบบ
- เมื่อจะลงมือทำงานหรือวางเป้าหมายต่างๆ ในการทำงาน จะต้องศึกษาข้อมูลทั้งเอกสาร ข้อมูลตัวเลข การสอบถามพูดคุย หรือข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน ประกอบเข้าด้วยกัน และจะต้องศึกษาข้อมูลให้ลึกซึ้ง เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามความเป้าหมาย

6. การมีส่วนร่วม - เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายแสดงความคิดเห็น เพราะความคิดเห็นเหล่านั้นมีประโยชน์มาก จะสามารถเก็บความคิดทั้งหลายนั้น มาประมวลเพื่อเป็นแนวทางในการทำงาน หรือแก้ไขปัญหาต่างๆ ต่อไปได้อย่างดี

7. ยึดประโยชน์ส่วนรวม
- ในหลวงรัชการที่ ๙ ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า "...ใครต่อใครบอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบื่อ อาจรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมาก็บอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ๆ อยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่าคนที่ให้เป็นเพื่อส่วนรวมนั้น มิได้ให้ส่วนรวมแต่อย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศัยได้..."

8. ประหยัด เรียบง่าย ทำให้ง่าย
- ใช้หลักในการทำงานที่เรียบง่ายหรือทำให้ง่าย สามารถทำเองได้ ให้สอดคล้องกับสิ่งที่มีอยู่ โดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือทำอะไรให้ยุ่งยาก ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า "...ให้ปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกโดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติจะได้ประหยัดงบประมาณ..."

9. ขาดทุนคือกำไร - หลักการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรไทย "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความอยู่ดีมีสุขของราษฎร

10. ความเพียร
- การเริ่มต้นทำงาน หรือทำสิ่งใดนั้นอาจจะไม่ได้มีความพร้อม ต้องอาศัยความอดทนและความมุ่งมั่น ดังเช่นพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" กษัตริย์ผู้เพียรพยายามแม้จะไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายน้ำต่อไป เพราะถ้าไม่เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหารปู ปลาและไม่ได้พบกับเทวดาที่ช่วยเหลือมิให้จมน้ำ

11. เศรษฐกิจพอเพียง
- เป็นปรัชญาที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ พระราชทานพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต ให้ดำเนินไปบน "ทางสายกลาง" เพื่อให้รอดพ้นและสามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ซึ่งปรัชญานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทั้งระดับบุคคล องค์กร และชุมชน

12. ไม่ติดตำรา - เมื่อเราจะทำการใดนั้น ควรทำงานอย่างยืดหยุ่นกับสภาพ และสถานการณ์นั้นๆ ไม่ใช่การยึดติดอยู่กับแค่ในตำราวิชาการ

13. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
- พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าใจถึงธรรมชาติ และต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับทรัพยากรธรรมชาติ ทรงมองปัญหาธรรมชาติอย่างละเอียด โดยหากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ

14. ปลูกป่าในใจคน - การจะทำการใดสำเร็จต้องปลูกจิตสำนึกของคนเสียก่อน ต้องให้เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์กับสิ่งที่จะทำ

15. บริการรวมที่จุดเดียว
- One Stop Service ที่ใช้ในปัจจุบัน ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตรัสไว้เกิน 20 ปีมาแล้ว ศูนย์ศึกษาพัฒนาหลายแห่งทั่วประเทศใช้หลักการนี้มานานหลายปีแล้ว

16. ความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจต่อกัน
- ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธ์ใจ

17. ทำงานอย่างมีความสุข - ทำงานต้องมีความสุขด้วย ถ้าเราทำอย่างไม่มีความสุข เราจะแพ้แต่ถ้าเรามี ความสุข เราจะชนะ สนุกกับการทำงานเพียงเท่านั้น ถือว่าเราชนะแล้ว หรือจะทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นก็สามารถทำได้

18. รู้ รัก สามัคคี
- รู้ คือ รู้ปัญหา และรู้วิธีแก้ปัญหานั้น, รัก คือ เมื่อเรารู้ถึงปัญหา และวิธีแก้แล้ว เราต้องมีความรัก ที่จะลงมือทำ ลงมือแก้ไขปัญหานั้น, สามัคคี คือ การแก้ไขปัญหาต่างๆ ไม่สามารถลงมือทำคนเดียวได้ ต้องอาศัยความร่วมมือ ร่วมใจกัน

15 เทคนิคกับอีก 10 อาหารที่เพิ่มไอคิวได้ภายใน 30 วัน


ความฉลาดของคนเราจะมีอยู่ใน 2 รูปแบบ นั่นก็คือความฉลาดที่มีมาแต่เดิมและความฉลาดที่เกิดขึ้นที่หลัง เป็นการเก็บข้อมูล และการเรียนรู้ ซึ่งจะมีเพิ่มมากขึ้นเมื่อเราเติบโตขึ้น หรืออายุมากขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น

ในขณะเราเริ่มโตเป็นผู้ใหญ่ ไอคิวนั้นก็จะลดลงเรื่อย ๆ ไปตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น นักจิตวิทยาบอกว่า เมื่อรู้เช่นนี้ เราก็สามารถที่จะเพิ่มความฉลาดให้กับตัวเองได้ ด้วยการออกกำลังใจ ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ฝึกสมาธิ ฝึกการแก้ปัญหาให้รวดเร็ว รวมไปถึงการรับประทานอาหารที่มีความสำคัญ และจำเป็นต่อการพัฒนาสมอง และเทคนิค 15 อย่าง รวมทั้งอาหาร 10 อย่างต่อไปนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณฉลาดขึ้นได้



เริ่มจาก 15 เทคนิค ซึ่งเน้นเรื่องของพฤติกรรม หรือการปฏิบัติ ดังนี้

1. เป็นคนแอคทีฟ หากคุณไม่ค่อยชอบออกกำลังกาย ก็ควรเริ่มแล้ว ฝึกออกกำลังกายให้เป็นประจำ เพราะการออกกำลังกายจะทำให้สภาพร่างกายโดยรวม ตลอดจนสภาพจิตใจ อารมณ์ ดีขึ้น การมีร่างกายที่ดี ก็นำไปสู่การพัฒนาที่ดีของสมองเช่นกัน

2. หมั่นเขียน เรามักจะเห็นว่า พวกนักเขียน มีวิธีการคิดที่เป็นระบบด้วย เพราะการเขียนช่วยให้เราได้แง่มุมใหม่ ๆ เมื่อเราย้อนกลับไปอ่านผลงานที่ผ่าน ๆ มาของตนเอง

3. ฝึกสมาธิ มีการวิจัยพบว่า การฝึกสมาธิ ทำให้เราฉลาดขึ้นได้ เพราะสมาธิช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของสมอง ช่วยให้สมองมีการประสานการทำงานกันทั้งซีกซ้ายและซีกขวา

4. ฝึกคิด สามารถฝึกได้ทั้งด้วยการอ่านหนังสือ ดูสารคดี เล่นเกมกระดาน โดยเลือกเกมที่ต้องใช้ความคิด สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เราฉลาดขึ้นได้

5. อ่านหนังสือทุกวัน เรื่องที่อ่าน ควรเลือกเรื่องที่ไม่ใช่พวกนิยาย อย่างน้อยประมาณ 30 นาทีต่อวัน การอ่านช่วยเพิ่มความรู้ให้กับเราได้มาก

6. หางานอดิเรกทำ งานอะไรก็ได้ที่เราชอบ ไม่ว่าจะเป็นกีฬาอย่างโบว์ลิ่ง ตกปลา หรืองานฝีมืออย่างนิตติ้ง สิ่งที่ทำแล้วรู้สึกสนุก จะทำให้เราสามารถเรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น

7. เล่นเกมพวกฝึก I.Q Puzzles เกมพวกนี้ สามารถหาเล่นได้ทั้งในอินเทอร์เน็ต และตามร้านหนังสือ จะช่วยฝึกความคิดให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น

8. ฝึกความคิดสร้างสรรค์ โดยอาจจะคิดสร้างหรือทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง เช่น ทำอีบุ๊ค ปลูกต้นไม้ ต่อรถโมเดล ทำให้ได้พัฒนาทักษะทางความคิด

9. เปิดโลกทัศน์รับรู้วัฒนธรรมใหม่ ๆ ค้นหาสิ่งใหม่ ๆ อาจจะเป็นการเรียนรู้ที่จะทำอาหาร ประเพณี หรือภาษา ของประเทศอื่น ที่ไม่เคยรู้มาก่อน

10. ฝึกการแข่งขัน การเล่นหมากรุก เป็นการฝึกการแข่งขันที่ดี หากหาเพื่อนเล่นไม่ได้ ก็สามารถเข้าไปเล่นบนอินเทอร์เน็ต กับผู้เล่นอื่น ๆ ได้ทั่วโลก และในเฟสบุ๊ค ก็มีเกมการแข่งขันให้เลือกเล่นหลายเกม

11. ชมรายการทีวีพวกรายการพิเศษ ที่ไม่ได้อยู่ในผังรายการปกติ รายการเหล่านี้ช่วยเสริมความรู้ มักจะเป็นเรื่องพิเศษ ที่ไม่ได้หาชมได้ตามปกติ

12. เข้าร่วมสังคม มีงานวิจัยที่แผยแพร่ในนิตยสารดิสคัฟเวอร์รี่ ระบุว่า การเข้าสังคม จะช่วยกระตุ้นให้สมองมีความตื่นตัวมากขึ้น

13. เล่นวีดีโอเกม พ่อแม่ทั่วโลก อาจจะรู้สึกเบาใจขึ้น เมื่อรู้ว่า วีดีโอเกม ช่วยพัฒนาทักษะทางด้านคณิตศาสตร์ได้

14. ฟังเพลง มีงานวิจัยบอกว่า การฟังเพลงมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาความจำ การฟังเพลงช่วยเพิ่มทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ได้

15. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เราควรนอนหลับวันละ 7-8 ชั่วโมง ทุกคืน เพื่อให้สมองได้พักผ่อน และเตรียมพร้อมสำหรับวันต่อไป การพักผ่อนที่เพียงพอ ทำให้เราจำแม่นยิ่งขึ้น

เมื่อทราบเทคนิคที่จะทำให้เราฉลาดขึ้นแล้ว ลองมาดูกันต่อว่า อาหารอะไรบ้างที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงานของสมอง

1. น้ำมันปลา เราสามารถรับประทานได้ทั้งอาหารเสริม และเนื้อปลา อย่างเช่นแซลมอน หรืออาจจะรับประทานทั้งสองอย่างก็ได้ น้ำมันปลาเป็นอาหารที่มีคุณประโยชน์ ช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้ มัการวิจัยพบว่า กรดไขมันโอเมก้า 3 ในน้ำมันปลา มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง

2. วิตามินบี ช่วยพัฒนาทั้งความจำและอารมณ์ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ร่างกายขาดวิตามินบี จะอารมณ์ไม่ค่อยแจ่มใส และวิตามินจะมีในอาหารจำพวกไก่งวง ถั่ว และกล้วย

3. รับประทานอาหารเช้า เนื่องจากอาหารมื้อเช้า เป็นมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน อาหารเช้าช่วยบำรุงสมอง การรับประทานอาหารเช้าที่มีคุณภาพ ช่วยเพิ่มความจำ ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีสมาธิ และทำให้การทำงานทั้งระบบมีประสิทธิภาพ

4. มัทฉะ คือชาเขียวที่ถูกบดเป็นผง ด้วยครกหิน ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนน้อย ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่ต่างจากชาเขียวทั่ว ๆ ไป มัทฉะนี้ ถือเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มการรับรู้ได้เป็นอย่างดี

5. อาหารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีผลในเรื่องการพัฒนาระบบความจำ และการแก้ปัญหาด้วย เช่นอาหารที่มีสีแดง ถั่วแดง บลูเบอร์นี่ แคนเบอร์รี่ และอาร์ติโช็ค

6. แปะก๊วย นักวิทยาศาสตร์พบว่า แปะก๊วย ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ดี ช่วยเพิ่มความจำระยะสั้น ทำให้มีสมาธิ และลดอาการโรคจิต

7. อโวคาโด เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยไขมันดี ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี ช่วยในพัฒนาความคิด ในบางกรณีช่วยลดความดันโลหิตด้วย

8. เนื้อปลา และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน จะช่วยให้พัฒนาความจำได้

9. วิตามินอี มีความจำเป็นต่อสมองและสุขภาพ เพราะสามารถต้านอนุมูลอิสระได้ จากการวิจัยพบว่า วิตามินอี ช่วยชลอการการโรคความจำเสื่อม วิตามินอี มีอยู่ในผักใบเขียว กีวี่ ถั่ว

10. โสม ช่วยพัฒนาอารมณ์ ความจำและช่วยการทำงานของสมอง และยังช่วยปกป้องสมองจากมลพิษ สารพิษอีกด้วย

รู้ไหมว่า ยุงชอบกัดคนประเภทไหน? กรุ๊ปเลือดอะไรดึงดูดยุงมากที่สุด



           เมืองไทยเป็นเมืองร้อน นอกจากอากาศที่ร้อนจนน่าหงุดหงิดแล้ว มีอีกหนึ่งปัญหาที่คนไทยต่างก็หงุดหงิดไม่แพ้กัน นั่นก็คือ อาการคันจากยุงกัด ไม่เพียงแค่คัน เพราะบางทีนั้น เจ้ายุงน่ารำคาญก็ชอบมาบินตอมแถวๆหูของเราๆทำให้เกิดอาการน่าหงุดหงิดเป็นอย่างมาก แต่เราหลายๆคนเคยคิดสงสัยกันหรือไม่? ว่าจริงๆแล้ว ยุงนั้นชอบกัดคนประเภทไหนกัน? ทำไมยุงถึงมาชอบกัดแต่กับแค่เรานะ! วันนี้เราจะมาคลายข้อสงสัยกันครับ ว่ายุงขอบกัดและอยู่ใกล้ๆคนประเภทไหนบ้าง

1.ยุงชอบกัดคนกรุ๊ปเลือดโอ (O)
อาจจะยังงงๆกันอยู่ ว่ายุงนี่เลือกกัดที่กรุ๊ปเลือดได้ด้วยเหรอ? แต่มันเลือกกัดจริงๆ! อย่างที่ทราบๆกันดี ว่ายุงที่กัดเรานั้นเป็นยุงเพศเมีย ไม่ใช่ยุงเพศผู้ แล้วยุงเพศเมียนั้นไม่ได้กัดเราเพื่อที่จะนำไปเป็นอาหารให้กับตัวเอง แต่กัดไปเพื่อนำโปรตีนในเลือดของเรานั้นไปสร้างเป็นไข่ของพวกมัน ทีนี้แล้วคนกรุ๊ปเลือดโอนั้น จะมีโอกาสถูกกัดมากกว่าคนเลือดกรุ๊ปเอ (A) ถึงสองเท่า ส่วนกรุ๊ปบี (B) นั้นจะถูกกัดมากกว่าประมาณหนึ่งเท่า โดยยุงนั้นจะรับรู้ได้จากสารบางตัวที่ส่งมาถึงผิวหนังของมนุษย์ว่าเป็นกรุ๊ปเลือดอะไรนั่นเอง 

2.คนที่ตัวใหญ่ หายใจบ่อย 
ยุงนั้นจะมีเรดาร์ชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า Maxillary pulp ซึ่งมันจะแสกนระดับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ออกมาจากร่างกายของมนุษย์ โดยจะจับเรดาร์ได้ประมาณ 50 เมตรเลยทีเดียว ดังนั้นคนที่ตัวใหญ่ จึงมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากกว่า จึงทำให้มีโอกาสโดนยุงกัดได้มากกว่าคนธรรมดา 

3.ผู้ที่ตัวร้อน หรือมีเหงื่อไคลออกมามาก
เนื่องจากยุงสามารถรับความรู้สึกจากรังสีความร้อนได้ หากอุณหภูมิของผิวหนังสูงขึ้นก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะส่งสัญญาณเรียกยุงได้ 

4.ผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์
โดยในเรื่องนี้ นักวิจัยนั้นได้ทดลองดื่มเบียร์ขวดเล็กๆเข้าไป ปรากฏว่าหลังจากที่ดื่มเบียร์เข้าไปแล้ว ยุงจะเข้ามาหาพวกเขามากยิ่งขึ้น แต่ท้ายที่สุดพวกเขาก็สรุปว่า นั่นไม่เกี่ยวกับปริมาณแอลกอฮอล์ที่ออกมาในเหงื่อเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด ว่าทำไมยุงถึงชอบกัดผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 

5.ผู้ที่ตั้งครรภ์
หลากหลายงานวิจัยนั้นพบว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์นั้น จะดึงดูดยุงมากกว่าบุคคลธรรมดาทั่วไปมากถึงสองเท่า นั่นอาจจะเป็นเพราะว่า ลมหายใจของผู้ที่ตั้งครรภ์นั้นมีประมาณคาร์บอนไดออกไซด์ มากกว่าบุคคลธรรมดามากถึง 21 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว แถมอุณหภูมิร่างกายของผู้ที่ตั้งครรภ์นั้น ยังสูงกว่าบุคคลธรรมดาถึง 1.26 องศาฟาเรนไฮต์อีกด้วย 

6.ผู้ที่ชื่นชอบการใส่เสื้อสีเข้ม
นอกจากทักษะการดมกลิ่นที่สุดแสนจะมหาเทพของยุงแล้ว ยุงยังมีอีกทักษะหนึ่งที่เรียกกว่าดีไม่แพ้กัน นั่นคือการมองเห็น นั่นเอง การมองเห็นของยุงนั้น จะมองเห็นชัดคือ สีดำ สีน้ำเงิน สีแดง เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ที่ชอบใส่เสื้อโทนสีเข้มนั้น มักจะล่อยุงดีทีเดียวเลยแหละ!

วิธีป้องกันอาการ ปวดหัว


อาการปวดหัวเป็นความเจ็บไข้ไม่สบายที่พบได้บ่อย แม้จะเรียกว่าปวดหัวเหมือนกัน แต่บริเวณที่ปวดก็แตกต่างกันไป ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 แบบคือ


1. ปวดไซนัสหรือโพรงรอบจมูก จะปวดที่เหนือตา ปวดดั้งจมูก ปวดใต้ตา
2. ปวดที่ลูกตาหรือรอบๆ ลูกตา เจ็บรุนแรงคล้ายมีอะไรมาแทงตา
3. ปวดตื้อๆ มึนๆ ที่หน้าผาก หรือปวดที่ท้ายทอยร้าวไปที่คอหรือไหล่
4. ปวดไมเกรน คือปวดตุ้บๆ ตรงกับจังหวะชีพจรหรือจังหวะการเต้นของหัวใจ ส่วนใหญ่ปวดข้างเดียวและอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาพร่ามัวร่วมด้วย

วิธีป้องกันอาการปวดหัวคือ
1. ลดน้ำตาล ลดแป้งขาวที่จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว ลดเร็ว
2. หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่เย็นจัด ร้อนจัด
3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ ภาวะขาดน้ำจะทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และปวดหัวได้
4. ไม่นั่งนาน หรืออยู่นิ่งๆ นานๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบางมัดเกร็งค้างนาน เลือดไหลเวียนได้น้อยลง อาจส่งสัญญานเป็นอาการปวดหัวได้
5. ไม่นอนดึก การนอนไม่พอกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้
6. ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ สร้างความผ่อนคลายให้ร่างกายและจิตใจอยู่เสมอ